การวางกลยุทธ์ SEO
SEO

การวางกลยุทธ์ SEO

SEO คืออะไร การวางกลยุทธ์ SEO

การวางกลยุทธ์ SEO คำว่า SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimisation ซึ่งหมายถึงการใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มอันดับของเว็บไซต์ในเสริชเอนจิ้น (Google) หรือที่เราชอบเรียกกันว่าทำให้เว็บไซต์ขึ้นหน้าแรกของ Google และเพื่อที่จะเพิ่ม Organic Traffic ของเว็บไซต์ทั้งในส่วนของคุณภาพของ traffic และปริมาณของ traffic เว็บไซต์ของเราจะเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

การทำ SEO นั้นก็สามารถทำผ่านเทคนิคและวิธีการต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ในภาพรวมสามารถแบ่งเป็นสองส่วนหลักๆ ได้คือ

On-page SEO – หมายถึงการปรับปรุงเนื้อหาและการปรับเปลี่ยนในรูปแบบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจำกัดภายในตัวเว็บไซต์ทั้งหมด เพื่อเป้าหมายคือการให้ Google สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้ดีขึ้น เป็นเว็บไซต์เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน เช่นมีการโหลดที่เร็ว เป็นต้น

Off-page SEO – หมายถึงการทำให้เว็บไซต์ของเราถูกอ้างอิงถึง และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในโลกออนไลน์ โดยมากอาจเน้นการสร้างลิงก์ (Link Building) ที่มีคุณภาพกลับมาเว็บไซต์ของเรา โดยเว็บไซต์ต้นทางที่เราไปสร้างลิงก์กลับมาหาเว็บไซต์ของเราควรเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเช่นกัน การสร้างลิงก์จึงจะได้ผลที่ดี

SEO Strategy

การวางกลยุทธ์ SEO (SEO Strategy)

การที่จะเริ่มใช้เทคนิคต่างๆ ในขั้นตอนการทำ SEO นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรกที่เราต้องทำก็คือ การตั้งเป้าหมายทางธุรกิจ (business goal) ของเว็บไซต์ที่เราจะทำให้

ยกตัวอย่างคือ ถ้าหากคุณมีธุรกิจโรงแรมเล็กๆ ริมชายหาด บนเกาะแห่งหนึ่ง เป้าหมายทางธุรกิจของคุณก็อาจจะเป็น การหาลูกค้ามาพักที่โรงแรมของคุณผ่านการจองทางเว็บไซต์ หากคุณมีเว็บ ecommerce เป้าหมายของคุณก็อาจจะเป็นการขายสินค้าบนเว็บไซต์ให้ได้ปริมาณที่เพิ่มขึ้น

เมื่อรู้เป้าหมายของธุรกิจแล้ว ก็มาดูที่เป้าหมายทางการตลาดของธุรกิจต่อว่าตอนนี้เป้าหมายทางการตลาดของธุรกิจเรามีอะไรบ้าง อาจจะเป็นการสร้าง brand awareness การพยายามดึงคนให้เข้ามาเจอเว็บไซต์ของคุณเยอะๆ หรือพยายามดึงดูดกลุ่มคนใช้อินเตอร์เน็ตที่พร้อมที่จะซื้อสินค้าหรือบริการแล้ว

เมื่อเรารู้เป้าหมายหลักและเป้าหมายทางการตลาดของธุรกิจแล้ว เราจึงจะสามารถเริ่มต้นวางแผนและตั้งเป้าหมายย่อยอื่นๆ ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นในการวางแผนการทำ SEO ของเราได้อย่างเหมาะสม เช่น

  • จะทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับให้กับกลุ่ม keywords ของเราได้ยาวนาน ที่อาจมีคนเสริชไม่เยอะ แต่คนที่เสริชคำเหล่านี้พร้อมที่จะซื้อสินค้าและบริการอยู่แล้ว เมื่อพูดถึงการเลือก keywords ในการทำ SEO หลายๆคนยังคงยึดติดกับความเชื่อว่าต้องเลือก keywords หลักๆที่มีคนเสริชเยอะๆ ทั้งที่การเลือกเช่นนั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณเลยก็เป็นไปได้หากเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ใหม่ที่ไม่เคยผ่านการทำ SEO มาก่อน และคู่แข่งสำหรับ keywords หลักๆสั้นๆเหล่านั้นเป็นคู่แข่งที่มีเว็บไซต์ที่มี Domain Authority สูง โอกาสที่เว็บคุณจะขึ้นไปติดอันดับนำเว็บเหล่านี้ก็จะยากขึ้น ดังนั้น บางครั้งการเลือก keywords ยาวๆที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ และคุณมีโอกาสขึ้นหน้าแรกได้ภายในเวลาไม่นานนักจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
  • ทำให้คนเข้ามาที่เว็บไซต์มากขึ้นผ่านกลุ่ม keywords ที่อาจไม่ใช่ keywords ที่เป็นการขายสินค้าหรือบริการของเราโดยตรง (เป็นการใช้ประโยชน์จากกลุ่มคำที่มีคนเสริชหาข้อมูลเหล่านี้เยอะ เพื่อให้มีปริมาณคนเข้าเว็บไซต์เรามากขึ้น)
  • การคิดสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ให้มีคุณภาพสูง เพื่อที่เราจะได้ติดอันดับที่สูงขึ้นใน Google ผ่านเรื่องราวเนื้อหานั้นๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของเรา ผลพลอยได้ก็คือเว็บไซต์อื่นๆ อาจจะเล็งเห็นว่าเนื้อหาของเรานั้นมีประโยชน์ และอ้างอิงกลับมาหาเว็บไซต์ของเรา

เมื่อเราได้คิดสร้างเป้าหมายทาง SEO แล้ว อีกสิ่งนึงที่สำคัญในการทำ SEO คือเราต้องรู้ว่า SEO ทำอะไรได้บ้าง และมีอะไรที่ SEO ไม่สามารถทำได้บ้าง 

ตัวอย่างของสิ่งที่ SEO ไม่สามารถทำได้ก็เช่น

  • เห็นผลทันทีทันใจ การทำ SEO นั้นคือการการลงทุนระยะยาว อย่างน้อยที่สุดก็ 3-6 เดือนถึงจะเห็นผลพอที่จะประเมินและปรับแผน SEO ใหม่ได้ บางกลุ่มธุรกิจที่มีคู่แข่งเยอะอาจจะต้องใช้เวลายาวนานถึง 24 เดือนเลยด้วย ดังนั้นหากคุณเป็นธุรกิจที่ต้องการลูกค้าทันทีการลงทุนใน SEO อย่างเดียวอาจจะไม่เหมาะกับคุณ คุณอาจจะต้องทำ Google Ads หรือ Social Media ads ควบคู่ไปด้วย ระหว่างที่ทำ SEO เพื่อที่ธุรกิจของคุณสามารถเริ่มสร้างรายได้ได้ทันที
  • เพิ่มความต้องการของคำเสริชต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณให้มีคนเสริชคำเหล่านั้นมากขึ้น การทำ SEO คือการทำงานให้สอดคล้องกับ trends จริงที่เกิดขึ้น เราทำงานกับข้อมูลการเสริชที่เกิดขึ้นจริงจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต
  • ทำให้เกิดการซื้อขายสับเปลี่ยนโดยตรง การทำ SEO จะเห็นผลในขั้นต้นก็คือเห็นอันดับที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ Organic Traffic สูงขึ้น มีคนเข้าเว็บไซต์มากขึ้น แต่ไม่ได้เป็นผลโดยตรงให้เกิดการซื้อขายแบบทันทีทันใจ

แล้วอะไรคือสิ่งที่ SEO สามารถทำให้เกิดขึ้นได้บ้าง?

  • SEO สามารถดึงดูดคนที่กำลังเสริชหาข้อมูล สินค้า หรือบริการที่คุณมีอยู่บนเว็บไซต์ของให้มาเจอเว็บไซต์ของคุณได้
  • การแสดงผลของเว็บไซต์ของคุณบน Search Engine อย่าง Google ได้ ทุกคนคงคุ้นเคยเพราะว่าเวลาเสริชหาข้อมูลอะไรในกูเกิลก็จะเจอช่องรูปร่างหน้าตาประมาณนี้ที่ประกอบด้วยไปด้วยแถวที่เป็น Title แถวที่เป็น URL และแถวที่เรียกว่า Meta เหล่านี้คือสิ่งที่ SEO สามารถช่วยควบคุมการแสดงผลได้

หากคุณเป็นเว็บไซต์ที่ไม่เคยทำ SEO มาเลย จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเริ่มทำ SEO

โดยทั่วไปแล้วหากเป็นเว็บไซต์ใหม่ที่ไม่เคยทำ SEO มาเลย ภายใน 3-6 เดือนแรก อาจจะสามารถที่ติดอันดับใน Google ทำให้ keywords ที่เรียกว่ากลุ่ม long-tailed keywords ได้ จากนั้นระยะเวลา 6-9 เดือน อาจสามารถที่จะติดอันดับให้ keywords หลักๆ บางคำ หลังจาก 12 เดือนขึ้นไปจะเริ่มสามารถติดอันดับให้กับ keywords ที่มีคู่แข่งสูงได้มากขึ้น

เมื่อเข้าใจลักษณะของ SEO ในเบื้องต้นแล้ว สิ่งที่เราต้องทำในขั้นต่อไปคือ การคัดเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword Research) ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา

Keyword Research คืออะไร

Keyword Research คืออะไร

ในการคัดเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword Research) คือการใช้คำวลีหรือเครื่องมือต่างๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลการเสริชจริงของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบน Google แน่นอนว่าข้อมูล Keywords เหล่านั้นมีมากมายมหาศาล ต่อให้เราพยายามจำกัดขอบเขตให้แคบลง เราก็ยังต้องมาเลือกสรรให้ดีว่าจะใช้ Keywords แบบไหนและอย่างไรบ้าง ที่จะตรงกับเป้าหมายการทำ SEO ของธุรกิจเรา

ทำไมเราถึงต้องทำ Keyword Research ในการวางกลยุทธ์ SEO

นำผลจากการคัดเลือกคีย์เวิร์ดที่ได้จากการทำ Keyword Research ไปประกอบการสร้างหรือปรับปรุงเนื้อหาคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของเรา จุดประสงค์ก็คือจะทำให้ง่ายที่ผู้ที่เสริชหาข้อมูลด้วย Keywords กลุ่มนั้นๆ มาเจอกับคอนเทนต์จากผลการค้นหา แต่ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ที่เสริชหาข้อมูลที่พวกเขากำลังมองหาด้วย

จะเห็นได้ว่าในการทำ Keyword Research นั้นเปรียบได้กับการช่วยพากลุ่มเป้าหมายที่อาจสนใจสินค้าหรือบริการของเราให้เข้ามาดูคอนเทนต์ แต่คุณภาพของคอนเทนต์เราจะเป็นตัวชี้วัดอีกทีว่ากลุ่มเป้าหมายอยากจะศึกษาเว็บไซต์และบริการของเราต่อ หรือกดออกจากหน้านั้นไป

การค้นหา Keywords ที่เหมาะสมนั้น ต้องเริ่มอย่างไร?

การพยายามสร้างเพจหรือคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับให้ด้วยกลุ่ม keywords กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น เราจะต้องเริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เนื้อหาที่เราจะนำเสนอนั้นจะสามารถตอบคำถามหรือตอบสนองความต้องการของผู้ที่เสริชหาด้วย keyword คำนั้นได้มากน้อยแค่ไหน กล่าวคือ สิ่งที่สำคัญที่เราต้องคำนึงถึงอย่างแรกเลยก็คือ มุมมองของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต

สรุป

เราจะต้องเชื่อมโยง Keyword Research + การทำคอนเทนต์ + สิ่งที่ผู้เสริช Keywords เหล่านั้นต้องการ รวมเข้าไว้ด้วยกัน

นอกเหนือจากคุณภาพเนื้อหา ก็ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่จะทำให้การทำ Keyword Research เพื่อสร้างคอนเทนต์ของเรานั้นได้ผลที่ดียิ่งขึ้นไปอีกก็คือ

  • เพจหรือเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราจะต้องสามารถตอบคำถามหลักที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องการคำถามได้อย่างครอบคลุมและดูน่าเชื่อถือ
  • ตัวเว็บไซต์ของเราก็ต้องมีดีไซด์ที่ดี ใช้ง่าย โหลดเร็ว
  • ทำยังไงก็ได้ให้ที่จะสร้าง content หน้าเพจที่เมื่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ต click เข้ามาแล้ว เขาได้สิ่งที่เขาต้องการหาอยู่โดยที่เขาไม่จำเป็นต้อง click ย้อนกลับไปเพื่อไปหาตัวเลือกอื่นๆ จาก Google อีกรอบ

 

On-page SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร?

อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วข้างต้นว่า On-page SEO คือการปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงเว็บไซต์ให้เป็นมิตรมากขึ้นทั้งต่อตัว search engine bot และผู้ใช้เว็บทั่วไป โดยจะมีทั้งในส่วนที่เป็น technical และส่วนของเนื้อหาบนเว็บไซต์ โดยในหัวข้อย่อยนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องการจัดการเนื้อหาในเว็บเพจเป็นหลัก ตามหัวข้อย่อยดังต่อไปนี้

การวางกลยุทธ์ SEO เนื้อหาบนเว็บไซต์ 

แต่ละเพจในเว็บของเราควรมีเนื้อหาที่ unique ที่ไม่ซ้ำกับเพจอื่นบนเว็บไซต์ ในกรณีที่มีเพจอื่นที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กันที่สื่อสารหรือนำเสนอสิ่งเดียวกัน ก็ให้ทำการรวมให้เหลือเพจเดียว และเนื้อหาบนเว็บไซต์ก็ควรมีคุณภาพ น่าอ่าน

ปรับเปลี่ยนและสร้างเนื้อหาบนเว็บเพจให้ตอบโจทย์เจตนาของคนเสริชและการแสดงผลของ SERP

เราต้องตรวจสอบว่ากลุ่มคีย์เวิร์ดที่เราต้องการจะดันให้ติดอันดับใน Google หรือ Search Engine ตัวอื่นๆ นั้น มีการแสดงผลยังไงใน SERP (Search Engine Result Page) เช่น มีการแสดงผลเป็น Featured Snippet หรือแสดงผลเป็นรูปหรือเปล่า เป็นต้น

นอกเหนือจากนั้นเรายังสามารถใช้ข้อมูลจาก PPC (Pay Per Click) มาใช้เป็นข้อมูลประกอบในการปรับเปลี่ยนเนื้อหาของเรา โดยดูว่ากลุ่มคำหรือเนื้อหาบนเว็บเพจประเภทไหนสามารถดึงดูดผู้ใช้เว็บทั่วไปให้เป็นลูกค้าผู้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการของเว็บเราได้

Title tags และ meta-description

Title tag คือส่วนของหน้าเว็บเพจที่เป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการติดอันดับหน้าแรก ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเลือกใช้ keywords ที่เหมาะสมใน title tag และ meta-description โดยทั้งสองส่วนคือส่วนที่แสดงผลอยู่หน้าแสดงผลการค้นหา ที่จะทำให้คนเสริชตัดสินใจว่าจะคลิกเข้ามาที่เว็บของเราหรือไม่ การเขียน meta-description ให้น่าสนใจและเชิญชวนให้คนอยากคลิกเข้ามาที่เว็บของเราจึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

HTML tags

มีการใช้ HTML tags ที่เหมาะสม เช่น H1, H2 และ H3 tags เพื่อจัดลำดับโครงสร้างของเนื้อหาก็ค่อนข้างจะมีความสำคัญเช่นกัน

Image Optimisation

รูปที่ใช้ในเว็บไซต์ที่ควรมีการใช้ alt tag และชื่อไฟล์ของรูปที่เกี่ยวข้องและเหมาะสม

เนื้อหาที่มีความทันต่อเหตุการณ์ อัปเดตสม่ำเสมอ

ควรมีการ update ให้เนื้อหาบนเว็บไซต์มีความทันสมัยต่อเวลาและเหตุการณ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะเนื้อหาบนเว็บเพจที่มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก

การวางกลยุทธ์ SEO กับ SEM

ทำความเข้าใจ การวางกลยุทธ์ SEO กับ SEM

ซึ่งการทำ SEOและSEM มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ ทำให้เว็บไซต์อยู่อันดับต้นๆบนGoogle แต่วิธีการของทั้งคู่แตกต่างกันดังนี้

  •   SEO ย่อมาจาก   Search Engine  Optimization 

เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ ที่ทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google ซึ่งเว็บไซต์จะปรากฎขึ้นก็ต่อเมื่อเราค้นหาคีย์เวิร์ดคำนั้น หรือเรียกอีกชื่อว่า Organic Search 

ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นการปรับเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคนิค SEO เพื่อให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูล และทำการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณบนหน้า Google เช่น การปรับ Title, ปรับ Description, ปรับโครงสร้างเว็บไซต์ และเทคนิคอื่นๆ

  •  SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing   

คือกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ผ่านการซื้อพื้นที่โฆษณาบน Google ให้เว็บไซต์อยู่อันดับแรกของการ Search หรือเรียกอีกชื่อว่า Paid Search โดยจะจ่ายค่าโฆษณาตามจำนวนครั้งที่ผู้ใช้คลิกโฆษณาเพื่อเข้าชมเว็บไซต์โดยวิธีสังเกตของ SEM จะมีคำว่า AD อยู่หน้าชื่อเว็บไซต์

การทำ SEM ถือเป็นช่องทางที่ทำให้สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จัก และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น แต่ถ้าคุณไม่ได้ซื้อพื้นที่โฆษณาต่อ อันดับเว็บไซต์ของคุณก็จะหายไป

 

เปรียบเทียบจุดเด่นของ การวางกลยุทธ์ SEO และ SEM

  • SEO ประหยัดเงินกว่า SEM

หากคุณทำ SEO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ธุรกิจคุณ Google จะจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณในตำแหน่งที่ดี ผู้ใช้เห็นเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น ต่างจากการทำ SEM ที่คุณต้องจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Google ตามจำนวนที่ผู้ใช้คลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาจมากถึงหลักร้อยหรือหลักพันต่อเดือน

  • SEM ทำยอดขายได้ไวกว่า SEO

เนื่องจากกลยุทธ์ SEM ทางเจ้าของธุรกิจสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่สนใจในตัวสินค้าหรือบริการของธุรกิจ ซึ่งการกำหนดกลุ่มเป้าหมายนี้จะมีโอกาสเกิดการซื้อขายมากกว่า โดยกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้อาจสนใจสินค้าหรือบริการจากธุรกิจของคุณก็เป็นได้

ส่วน SEO จะไม่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเหมือน SEM ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แค่ Search คำที่ต้องการ ก็จะเจอสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับคำที่คุณค้นหา ด้วยความที่ไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน กลุ่มเป้าหมายอาจไม่ได้สนใจในตัวสินค้าหรือบริการเหล่านี้ และมองข้ามธุรกิจของคุณไป แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทำยอดขายได้แค่จะทำยอดขายได้ช้ากว่า SEM นั่นเอง

  • SEO ทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพยั่งยืนกว่า SEM

เพราะการทำ SEM คุณต้องเสียเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาบน Google เมื่อไหร่ที่คุณหยุดจ่ายเงิน อันดับของเว็บไซต์คุณก็จะตกไป

เมื่อเทียบกับการทำ SEO แล้ว หากคุณเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ถูกต้องตามหลัก SEO เว็บไซต์ของคุณจะอยู่ในอันดับที่ดี ซึ่งผลลัพธ์เรื่องอันดับจะมีความยั่งยืนกว่า หรือหากอันดับเว็บไซต์อันดับตกไปบ้าง แต่อย่างน้อยถ้าคุณทำถูกหลัก SEO มีการอัพเดตเนื้อหาในเว็บไซต์อยู่เป็นประจำ มีเว็บไซต์อื่นพูดถึงคุณ อันดับหน้าแรกบน Google คงหนีไม่พ้นคุณแน่นอน

  • SEM เห็นผลลัพธ์อันดับบน Google ไวกว่า SEO 

การทำ SEO หากคุณหวังผลลัพธ์ภายใน 1 เดือน คงเป็นไปได้ยาก เพราะการทำ SEO จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ถึงจะเห็นผล ดังนั้นหากคุณต้องการเห็นผลที่เร็ว ใช้ระยะเวลาที่สั้นในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกในหน้า Google แนะนำให้เลือกกลยุทธ์ SEM กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ เพียงเท่านี้กลุ่มเป้าหมายก็จะเห็นเว็บไซต์ของคุณตั้งแต่หน้าแรกของการค้นหา

 

เราควรเลือกทำ การวางกลยุทธ์ SEO หรือ SEM ก่อนดี

แท้จริงแล้วเราควรเลือกทำทั้งกลยุทธ์ SEO และ SEM ควบคู่ไปด้วยกัน เนื่องจากทั้งคู่มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต่างออกไป ถ้าใช้ทั้ง 2 กลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์ จะช่วยอุดช่องโหว่ของทั้งคู่ได้ เพราะหากเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย คุณอาจสูญเสียผลประโยชน์ที่อาจทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้

แต่ถ้าต้องเลือกว่าอันไหนควรทำก่อน แนะนำให้เลือกทำ SEO ก่อน เพราะระยะเวลาการแสดงผลใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป และช่วงเวลาที่ต้องรอSEO แสดงผล คุณควรทำSEM ควบคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำการตลาดออนไลน์ หรือนำข้อมูลส่วนนี้มาวิเคราะห์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณนั่นเอง

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วอยากใช้กลยุทธ์ SEO กับ SEM แต่คุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Digital Marketing งานนี้ลองให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง รับปรึกษาการตลาด เป็นผู้ดูแลกลยุทธ์ให้คุณ แล้วทำให้ธุรกิจของคุณมียอดขายเพิ่มขึ้น ดันให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับแรกบน Google เพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์อย่างยั่งยืน

ทิ้งคำตอบไว้

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *